รีวิว Premium Economy บน 787 ของ Japan Airlines

ผมได้รับอัพเกรดฟรีจาก Economy ธรรมดาเป็น Premium Economy บนเส้นทางบอสตัน นาริตะ ยาว 13 ชั่วโมง ทำให้เปลี่ยนการบินให้สบายขึ้นอีกนิด

อย่างที่หลายคนน่าจะรู้ว่าการเดินทางบนเครื่องบินนาน ๆ ไม่ใช่เรื่องสนุก โดยเฉพาะในเส้นทางยาว ๆ ซึ่งในครั้งนี้ผมบินไปร่วมงานประชุมเกี่ยวกับอวกาศที่ MIT (สถานทูตสหรัฐอเมริกา สนับสนุนเที่ยวบินและค่าใช้จ่ายให้) ตอนไปก็นั่ง Economy ธรรมดา ๆ นี่แหละ พอขึ้นเครื่องก็รีบกินข้าวกินไวน์ให้หลับยาว ๆ (แต่ก็ไม่หลับ) โชคดีที่ JAL มี WiFi บนเครื่องที่ราคาถูกมาก ๆ ตลอด 7 ชั่วโมงจากกรุงเทพไปนาริตะ และจากนาริตะไปบอสตัน ใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมงรวมเปลี่ยนเครื่อง แต่ก็สามารถซื้อ WiFi Unlimited เวลา 24 ชั่วโมงได้ในราคาประมาณ 600 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสายการบินอื่น ๆ ที่ขายเป็น MB ซึ่งจำกัดการใช้งานด้วย

jal-premium-eco-review-1

แต่ขากลับ หลังจากที่เช็คอินที่เคาเตอร์ของ JAL พนักงานก็บอกว่าจะอัพเกรดชั้นให้ฟรี ตอนนั้นก็คิดว่าฟังผิด แต่พอพิมพ์ตั๋วออกมาก็ได้เป็น Premium Economy ด้วย ถือว่าโชคดีมาก ๆ เพราะเพิ่มความสบายมาอีกนิดนึง

และด้วยความที่เปป็น Premium Enonomy นั้น ทำให้เราสามารถเข้าเลาจน์ได้ฟรี แต่ที่บอสตันไม่มีเลาจน์ของ JAL เราจึงต้องเข้าเลาจน์ของ British Airway ซึ่งอยู่ในเครือ One World เหมือนกันแทน แต่ก็ถือว่าเป็นเลาจน์ที่ดีเลยทีเดียว

jal-premium-eco-review-2

เลาจน์ของ Birish Airways อยู่ใกล้ ๆ กับ Gate ขึ้นเครื่องพอดีใช้เวลาเดินไม่ถึงนาที ทำให้สามารถเข้าไปใช้่บริการได้ยาว ๆ ไม่ต้องกลัวจะตกเครื่อง แถมในเลาจน์ยังมีการประกาศเวลาและเที่ยวบินต่าง ๆ ในกรณีที่เราเพลินลืมดูเวลาด้วย

jal-premium-eco-review-3

สำหรับเลาจน์ของ British Airways นั้นก็มีเกี๊ยวซ่า กับข้าวต่าง ๆ ให้เลือกกินกันอยู่บ้าง อาจจะไม่ได้มีอาหารชุดใหญ่แบบกินกันเอาอิ่ม แต่ผมกินข้าวไปแล้ว (ไม่น่าเลย ใครจะไปรู้ว่าจะได้อัพเกรด) ก็เลยเอาเกี๊ยวซ่ากับผลไม้ + ชีส มาทานเล่นแทน

jal-premium-eco-review-5

ปกติแล้วเลาจน์สายการบินต่าง ๆ จะมีไวน์และเครื่องดื่มให้บริการ ซึ่งทาง Birish Airways เลือกให้บริการไวน์แบบ Vintage สำหรับไวน์ขาวและไวน์แดง ส่วน Sparkling Wine เป็นไวน์จากอิตาลี่ ไม่ได้เป็นแชมเปญ แต่รสชาติก็อร่อยมาก ๆ เมื่อทานคู่กับชีสและผลไม้ที่มีให้

jal-premium-eco-review-6

แต่ไม่ต้องตกใจไป ทริปนี้เราได้ดื่มแชมเปญแน่นอนบนเครื่องบิน เพราะปกติแล้ว JAL จะเสิร์ฟแชมเปญบนเครื่องบินในชั้น Premium Economy, Business และ First Class อยู่แล้ว

บริเวณเลาจน์ของ Birtish Airways นั้นค่อนข้างกว้างขวางและมีพื้นที่เยอะ สามารถรองรับคนได้มากพอสมควร มีโซนต่าง ๆ และมีห้องอาบน้ำให้ด้วยสามารถอาบน้ำก่อนบินได้

jal-premium-eco-review-7

หลังจากที่พักผ่อนเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาเราก็เดินจากเลาจน์ไปยังเครื่องบิน ซึ่งอย่างที่บอกว่าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีเท่านั้น เมื่อไปถึงก็สามารถขึ้นเครื่องพร้อมกับ Business Class ได้เลย (บนเครื่อง 787 นี้จะมีแค่ Business และ Premium Economy เท่านั้น ไม่มี First Class)

jal-premium-eco-review-8

เครื่องบินที่ JAL ใช้ในเที่ยวบินนี้เป็น 787-800 ที่มีชั้นเป็น Business กับ Premium Economy ปาเข้าไปครึ่งลำที่เหลือเป็น Economy อาจจะเพราะว่าเที่ยวบินยาวกว่า 13 ชั่วโมงยังไงคนก็น่าจะอยากบินสบาย ๆ มากกว่า

เมื่อเข้ามาในเครื่องบินก็พบกับที่นั่งที่กว้างมาก ๆ ระยะห่างระหว่างเก้าอี้อยู่ที่ประมาณ 107 เซนติเมตร ถ้าอยากรู้ว่ากว้างแค่ไหน ให้นึกภาพว่ามันคือ Business Class ของการบินไทยนั่นแหละ แต่ JAL นับแค่เป็น Premium Economy แม้ว่าที่นั่งจะปรับนอนไม่ได้ แต่ตัวเก้าอี้เองก็สามารถปรับเอนได้ในระดับที่สบาย และมีที่รองขาให้สามารถนอนตัวตรงได้เพียงแต่ว่าไม่ได้ขนานกับพื้นเท่านั้น

jal-premium-eco-review-9

Screen-Shot-2562-03-21-at-07.25.20

เป็นปกติที่ JAL จะมีหมอนและผ้าห่มให้ ซึ่งก็มีให้ในทุกชั้น แต่สิ่งที่ให้มาพิเศษก็คือ Aminities Kits ซึ่งมาในถุง อันนี้สามารถเก็บกลับบ้านได้ ข้างในก็จะมี หน้ากากไว้ใส่ไม่ให้ปากและจมูกแห้ง มีที่ปิดตา มีที่แปรงฟัน และที่อุดหู

jal-premium-eco-review-10

ในขณะที่หูฟังที่ JAL เลือกใช้ก็เป็นหูฟัง Sony มีระบบตัดเสียงรบกวน ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะนอนไม่สบายหรือรำคาญเสียงเครื่องยนต์ ซึ่งปกติ 787 เสียงเครื่องก็เบาอยู่แล้ว แต่พอใช้หูฟังตัดเสียงรบกวนแล้ว ก็ถือว่าสบายมาก ๆ และตัวหูฟังก็ไม่เจ็บหู สามารถปรับให้เข้ากับหัวของเราได้

jal-premium-eco-review-13

jal-premium-eco-review-11

หน้าจอของระบบความบันเทิงในเครื่องนั้นเป็นจอที่ใหญ่พอสมควรและเป็น Touch Screen แต่ถ้าเอื้อมไม่ถึงก็จะมี Remote ให้ติดอยู่ข้าง ๆ เก้าอี้ ตรงนี้เป็นจอที่มีระบบกันเสือก เราอาจจะไม่อยากให้ที่นั่งข้าง ๆ รู้ว่าเราดูหนังอะไรอยู่ซึ่งจอนี้ออกแบบมาให้เห็นได้เฉพาะจากมุมตรงที่เรานั่งเท่านั้น ไม่ต้องเขินที่นั่งข้าง ๆ ว่าโตเป็นควายแล้วแต่เปิดโคนันดู

jal-premium-eco-review-12

พอเครื่องขึ้น Flight Attendence ก็เดินมาแจกผ้าร้อนไว้ให้เช็ดมือเช็ดแขน ตรงนี้ชอบมากเพราะทำให้มือเราไม่แห้ง พร้อมกับกล่าวต้อนรับซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นฟังไม่ออก ซึ่งตรงนี้ชอบมากเพราะแม้จะเป็นคนละชนชาติ แต่ด้วยความเป็นเอเชียนเหมือนกันทำให้เราเข้าใจอวจนภาษาที่เขาพยายามจะสื่อ เช่น การโค้ง การยิ้ม การโน้มหัว ทำให้เราสามารถให้เกียรติกันและกันได้ด้วยการยิ้มและโค้ง

jal-premium-eco-review-14

แจกผ้าร้อนได้ซักพัก ทาง JAL ก็แจกขนมกับน้ำให้ตามปกติ แต่สิ่งที่ติดมาด้วยเลยก็คือเมนูอาหาร ซึ่งในเที่ยวบินนี้ จะเสิร์ฟอาหารทั้งหมด 2 มื้อคือหลังเครื่องขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง และก่อนเครื่องลงประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างมื้ออาหารก็จะปิดไฟให้นอนหลับ แต่ถ้าใครนอนไม่หลับ Flight Attendence ก็จะเดินเสิร์ฟขนมเรื่อย ๆ ซึ่งเราสามารถขอได้จากเมนูด้านล่างนี้เลย และถ้าหิว เราจะสามารถขอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากินได้ ทาง Flight Attendence เขาก็จะไปต้มมาให้ จะขอชาเขียว น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมก็ได้ตลอดทั้งเที่ยวบิน

jal-premium-eco-review-17

เมื่อถึงมื้อหาหาร ทาง Flight Attendence ก็จะยกอาหารมาให้ซึ่งอาหารจะมาในถาดเหมือนชั้น Economy ปกติ แต่จะมีของกินพิเศษที่ unlocked สำหรับผู้โดยสารชั้น Premium Economy ขึ้นไปก็คือแชมเปญ และ น้ำแร่แบบซ่า ๆ ซึ่งแชมเปญนั้นก็เป็นแชมเปญแบบจริง ๆ ที่มาในขวดแก้วขนาดเล็ก แต่เสียดายที่ต้องใช้แก้วพลาสติก ไม่ได้แก้วไวน์ (ต้องเป็น Business จะเสิร์ฟในแก้วไวน์)

jal-premium-eco-review-16

สำหรับอาหารนั้นรสชาติพอทานได้ ไม่ได้อร่อยขนาดนั้น แต่ก็มีความหลากหลายดี มือแรกเป็นพาสต้าไก่ มีเครื่องเคียงเป็นแซลม่อนรมควัน ไข่หวานญี่ปุ่น โซบะ และสลัดผัก ปิดท้ายด้วยไอติมยี่ห้อ Häagen-Dazs ที่หลายคนชื่นชอบ

jal-premium-eco-review-15

ระหว่างมืออาหาร Flight Attendence ก็จะเดินมาเทซุปมิโซะให้ สามารถซดร้อน ๆ ก็ทำให้สดชื่นระหว่างเที่ยวบินได้ดีเหมือนกัน ใครที่กินอาหารญี่ปุ่นบ่อย ๆ อยู่แล้วอาจจะชอบเพราะรสชาติชินปาก

ระหว่างนี้อย่างที่บอกไปว่านอนไม่หลับ เพราะนอนที่อเมริกามาเยอะมากเลยนั่งดูหนังและเล่นอินเทอร์เน็ต ซึ่งอินเทอร์เน็ตบน JAL นั้นใช้งานได้ดีมาก ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าจะให้ความเร็วเหมือนบนพื้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราไม่เหงา ได้ติดต่อกับเพื่อน ๆ หรืออัพรูป อัพ IG พิมพ์งาน คุยเมลต่าง ๆ ได้อย่างไม่ขาดหายไปไหน

jal-premium-eco-review-21

ราคาของบริการ WiFi บน JAL นั้นเมื่อเทียบกับสายการบินอื่นถือว่าถูกมาก ๆ อยู่ที่ประมาณ 600 บาท แต่สามารถเล่นได้ 24 ชั่วโมง หรือใครที่บินเที่ยวสั้นกว่านี้ราคาก็จะลดลงตามไปถูกสุดอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าบาทเท่านั้นเอง ซึ่งคิดตามเวลาเชื่อมต่อ ไม่ได้คิดตาม Data ที่ใช้ ดังนั้นจะอัพรูปหรือเล่น IG อะไรที่ใช้ Data เยอะ ๆ ก็ไม่ต้องห่วง

jal-premium-eco-review-18

ระหว่างเที่ยวบิน ถ้าหิว Flight Attendence ก็จะเดินมาเสิร์ฟบะหมี่ ซึ่ง JAL เลือกใช้บะหมี่ของนิชชิน ซึ่งคงไม่ต้องให้บอกว่าอร่อยและเส้นนุ่มมาก ๆ ตอนแรกจะขอซัก 2 ถ้วย แต่อย่าลืมว่ามีมื้อก่อนเครื่องลงอีก เดี๋ยวอิ่มเกินไป

สำหรับมื้อก่อนเครื่องลงนั้นเป็นข้าวอบกับเห็ด ซึ่งข้าวนี้หอมมาก ๆ เพราะเข้าใจว่าใช้วิธีการอบแทนการผัด มื้อนี้เป็นมื้อเล็กหน่อยไม่อลังเท่ามื้อแรก แต่ก็อร่อยมาก ๆ และมีผลไม้ Cracker และชีสให้เป็นก้อน ๆ มีซุปมิโซะให้เหมือนเดิม และปิดท้ายด้วยโยเกิร์ต

jal-premium-eco-review-19

และสุดท้ายก็เดินทางมาถึงที่หมายเรียบร้อย จบเที่ยวบิน 13 ชั่วโมงที่ก็ไม่ได้สบาย แต่ก็ไม่ได้ลำบากเท่า Economy Class ปกติ ซึ่งแนะนำว่าใครที่เดินทางอยากสบาย ๆ ตัวเลือกของ Premium Economy ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะอย่างน้อยเราก็ได้บริการระดับ Business Class และได้ใช้บริการเลาจน์อาบน้ำก่อนหรือระหว่างต่อเครื่องได้ (การอาบน้ำระหว่างต่อเที่ยวบินคือความฟินอย่างหนึ่ง)

jal-premium-eco-review-20

สรุปสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับ Premium Economy ของ Japan Airlines เลยก็คือ ไม่ได้เป็น Premium หลอก ๆ ที่เอาที่นั่งของ Economy มาขายในราคาแพงกว่าเดิมแล้วขายแบบตัวเว้นตัว หรือเสิร์ฟอาหารที่ดีขึ้น แต่เป็นการออกแบบเก้าอี้และการจัดเรียงแบบใหม่ ทำให้ได้ความรู้สึกว่าเป็นชั้น Business มากกว่า Economy และให้ความรู้สึกว่า Economy บน 787-800 เป็น First Class มากว่า เพราะที่นั่งช่างอลังเหลือเกิน

แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงเล็กน้อยคือแก้ว รู้สึกสิ้นเปลืองเหลือเกินเพราะใช้แก้วพลาสติกอยู่ ในขณะที่ Thai Smile Plus ทำ Premium Econnomy แต่ใช้แก้วจริง ๆ มาเสิร์ฟน้ำ ซึ่ง JAL เอาแก้วพลาสติกมาเสิร์ฟแชมเปญก็อาจจะรู้สึกขัด ๆ เล็กน้อย

โดยรวมถือว่าดีมาก ๆ และทำให้การเดินทางยาว 13 ชั่วโมงสบายขึ้นมานิด ๆ หวังว่าโอกาสหน้าจะได้มารีวิวในชั้นที่สูงกว่านี้ขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ เพราะบินไปบินมาตอนนี้ไมล์ของฝั่ง One World ขึ้นแซงหน้า Star Alliance ไปเรียบร้อยแล้ว 555