/ Story

เมื่อผมได้คุยกะชาวยุโรปตะวันออก กับแนวคิดที่น่ายกย่อง

วันนี้ผมได้ไปนั่งเตรียมทำ Presentation ส่งครู กะร่างบทพูดเล็กๆน้อยๆ ที่คอนโดของเพื่อนย่านแคราย ในขณะที่กำลังนั่งเขียน บท Keynote อยู่ริมสระว่ายน้ำ อยู่ผมก็ได้เจอกับฝรั่งคนนึง เขาเป็นคนตัวใหญ่อายุราวๆ 60 ได้ เขานั่งลงข้างๆผม แต่ก็เว้นระยะห่างบ้างเพื่อความสุภาพ กำลังอ่านหนังสือบน Kindle ในมือ ผมแอบเห็นเขาเงยหน้ามาแอบมอง สิ่งที่ผมพิมพ์อยู่บนหน้าจอ แล้วก็ยิ้มนิดๆ ผมรู้แล้วแหละว่าเขากำลังสงสัยว่าไอ้เด็กนี่กำลังทำอะไรอยู่ พอเห็นว่าเขาสนใจ ผมเลยเริ่มอยากจะทักทายแล้วลองคุยด้วย แล้วก็เห็นว่า อาจจะได้ให้เขาช่วยตรวจสอบ การพิมพ์ภาษาอังกฤษใน บท keynote บ้าง

จริงๆเราคุยกันเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ซึ่งจะขอแปลเป็นภาษาไทยจะเข้าใจได้ง่ายกว่า

ผมเริ่มต้นทักทาย ด้วยการยิ้มให้แล้วบอกว่า Morning, Sir! เขารีบตอบทันที Morning! are you working for your homework? ผมตอบรับไป งานที่ผมกำลังเขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ จรวด และ การส่งจรวด เราเริ่มคุยกันสนุกขึ้น เขาเล่าว่าเขาเคยไปดูการปล่อยจรวดจริงๆที่แหลม เคอเนอเวอรัล ที่ฟลอริด้าจริงๆมาแล้ว เขาชี้เสาสัญญาณของ Thaicom ( สถานีรับสัญญาณ ไทยคมตั้งอยู่ที่ แครราย ) แล้วพูดประมาณว่า ยูเห็นนั่นมั้ย เสาสูงๆนั่น ลองนึกถึงของสูงขนาดนั้นพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าสิ ผมมัวแต่ฟังเขาพูดเรื่อง จรวด จนลืมถามชื่อกัน

ผมชื่อ ณัฐนนท์ ครับ แต่เรียกผมว่าเติ้ลก็ได้ ( ตอนนั้นพูดไปว่า Title เขาจะได้สะกดถูก ) เขาบอกว่าเขาชื่อ จอห์น มาจากประเทศออสเตรีย ตอนนี้ก็มาเที่ยวที่เมืองไทย เขาชอบเที่ยวเมืองไทย อากาศดี ( ซึ่งน่าจะมีฐานะพอสมควร แต่ผมไม่ชัวร์เรื่องมารยาท ก็เลยไม่กล้าถามว่า รีไทล์ มาจากงานอะไร )

มุมมองของ ประชาธิปไตย ชาวยุโรปตะวันออก

หลังจากเราคุยกันข้อนข้างถูกคอ คุณจอห์น บอกว่า เขาคิดว่า บ้านเมืองเขาเจ๋งกว่า เจ้าแห่งประชาธิปไตยตัวแม่เยอะ (พูดถึงสหรัฐอเมริกา) กล่าวคือบ้านเขาก็มีความเป็น free land แดนเสรีอยู่บ้าง แต่เขาบอกว่า พวกเขาไม่มาอวดอ้างสรรพคุณประชาธิปไตยกันหรอก คุณจอห์นพูดเบาๆว่า เราไม่อวดอ้างอะไรให้คนอื่นมาเชื่อถือ we always knows what to do. พูดเสร็จแล้วเราก็หัวเราะกันทั้งคู่ อืม.. จริงครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังเรื่องราวจากปากชาวยุโรปตะวันออก ซึ่งรู้ๆกันดีว่า คนแถบนี้ผ่านอะไรมาเยอะแยะมาก ทั้งสงครามศาสนา ทั้งฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ และ การปฏิวัติต่างๆมากมาย บทเรียนจากการสูญเสียต่างๆนี้ คงเป็นแนวคิดที่สืบทอดสิ่งที่เป็นตามสายเลือดเลยล่ะ จอห์น ถามผมว่า ถ้าเขาพูดอะไรตรงๆ เธอจะโกรธมั้ย ? ผมบอกว่าไม่หรอก จอห์นเลยบอกว่า คนไทยเราก็เหมือนกัน ชอบคิดว่าตัวเองถูก จะทำอะไรก็ได้ไม่แคร์คนอื่น ประเทศของกู แต่แตกต่างกันที่ไทยคุณภาพชีวิตแย่กว่า แถมยังมาอวดอ้างความเป็น free land เหมือนกัน ผมแอบยิ้มนิดๆ ไม่นึกว่าประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมองเราแบบนี้ เขาเห็นผมเงียบก็เลยบอกว่า ก็แค่คนบางคนน่ะ เธอน่ะดีแล้ว หาความรู้ไว้เยอะๆแล้วกัน

เทคโนโลยี

จอห์น มีเครื่องอ่านหนังสือ Kindle รุ่นใหม่จาก Amazon เขายังยิบมาอวดผมเลยว่าเพิ่งซื้อมาไม่ถึงเดือน เขาบอกว่าเทคโนโลยีทุกอย่างมีประโยชน์ของมันเอง แล้วแต่เราจะเลือกใช้ เขาบอกว่า ไอ้พวกที่ซื้อ iPad มาบอกอ่านหนังสือ เห็นทีไรก็กดเกมส์ทุกที ไม่เคยเห็นใครมันใช้ iPad อ่านหนังสือ จริงๆจังๆ ทั้งๆที่มีทั้ง App Kindle และ iBooks ของ Apple เอง จอห์น ได้ให้ผมลองอ่านจาก Kindle ดู ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลองเล่นดู จอภาพของมันเหมือนกับ Palm สมัยก่อน ( ตายและ ฟ้องอายุ -*- เค้าเพิ่งจะ 16 เองนะ) มันอ่านง่ายดีนะฮะ ผมเงยหน้าบอกเขา เขาบอกว่า จริงๆเขาชอบอ่านหนังสือจริงๆมากกว่า แต่ถ้าจะให้เขาแบกตู้หนังสือมาจากต่างประเทศคงตลก มีคนเอา Kindle มาให้เขาลอง เลยติดใจ และซื้อไว้อ่าน ดีกว่าพกหนังสือติดตัวหลายๆเล่ม

Facebook และ Twitter

จอห์น ไม่ชอบ Facebook เขารำคาญความขี้โม้ของพวกเด็กวัยรุ่น (อันนี้ผมจำไม่ได้ว่าเขาพูดว่าอะไร เป็นสำนวนของเขา แต่ถ้าแปลเป็นไทยก็ประมาณว่า ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม) เขาชอบ Twitter มากกว่า ไม่ต้องมา ไลค์ มาคอมเม้น มาเช็คอินอะไรให้ไร้สาระ คนเล่น Twitter ก็แค่อยากจะ ทวีตอะไรก็กดทวีต ไม่ต้องมาร่ายยาว ( จอห์น บอกว่า การที่จำกัดจำนวนตัวอักษรนี่แหละ เป็นเรื่องดี ที่ทำให้เราได้ทบทวนความคิดตัวเอง และ ไม่ทำให้เนื้อหาที่เราจะโพสไป ออกนอกประเด็น) ใครชอบก็ รีทวีต หรือ กดเข้า Favourite ไป ไม่ต้องมาดราม่ากันในคอมเม้น ไร้สาระ! พูดแบบนี้แล้ว จอห์นบอกว่า อย่าลืมนะอย่าเชื่อใครง่ายๆบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะพวกชอบ check in Starbucks เนีย

นี่เป็นสรุปสั้นๆครับ ที่เหลือเราก็คุยกันบ้าง ผมไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ว่าต้องทำตัวอย่างไร แต่ผมก็ชวนเขากินขนมที่วางอยู่บนโต๊ะให้พอเป็นมารยาทบ้าง เสียดายมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะลองแนวคิดของชาวยุโรปบ้าง แต่ตอนนั้นดันคิดไม่ถึง เอาแบบนี้แล้วกันจากที่ฟังมา ผมสรุปได้ว่า ชาวยุโรปนั้น เป็นกลุ่มคนโบราณ ผมชอบนะที่เขาบอกว่า เขาไม่อวดอ้างสรรพคุณประชาธิปไตย แค่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรก็พอแล้ว สุดท้ายผมก็บอกลาเขา แล้วขึ้นไปถ่ายรูปเล่นบนดาดฟ้าก่อนลงลิฟท์กลับบ้าน