ทำเว็บอวกาศแต่ไม่อยากได้งบจากรัฐบาลหรือมหาลัย

ฟังดูหยิ่งและอวดเก่งกับคำพูดที่ว่า SPACETH.CO เว็บคอนเท้นเกี่ยกับอวกาศและการสำรวจอวกาศ ที่ล่าสุดเพิ่งคว้ารางวัล Best New Blog มาจากงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาแบบงง ๆ ไม่อยากได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานจากภาครัฐต่าง ๆ เพื่อให้เว็บสามารถอยู่ได้

แต่แท้ที่จริงแล้ว อยากให้ลองย้อนถึงความจริงจริง ๆ ดูว่าจริง ๆ แล้วมันควรเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ? ในต่างประเทศ เว็บไซต์อย่าง SPACE.COM เว็บคอนเท้นอวกาศอันดับหนึ่งของโลกก็อยู่ได้ด้วย Busniuss Model ของตัวเอง และมีบริษัทแม่เป็น Media Publisher อย่าง Purch หรือเว็บคอลัมน์ฝั่งอวกาศของ The Verge ก็มีคนอ่านและติดตาม อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องได้รับการสนับสนุนจาก Vox Media เจ้าพ่อยักษ์ใหญ่ Media Publisher ของอเมริกา ในเมื่อคอนเท้นในลักษณะเดียวกันสามารถอยู่ได้ในต่างประเทศ แล้วทำไมเว็บอวกาศของเรายังจะต้องอยู่โดยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

Screen-Shot-2561-02-03-at-02.59.27

จริงอยู่ที่งานสนับสนุนการสร้างการเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เป็นหน้าที่ที่กระทรวงวิทย์ฯ ควรสนับสนุน แต่ผมมองว่าจริง ๆ แล้วมันแตกต่างกัน สิ่งที่กระทรวงวิทย์ฯ ทำคือการสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลและสร้างการเรียนรู้ในฝั่งที่ออกมาจากหน่วยงานต่าง ๆ เผื่อให้ประชาชนได้รับรู้และเกิดความตื่นตัว ในภาคของคอนเท้นอย่าง SPACETH.CO นั้นแตกต่างออกไป ผู้อ่านบางส่วนเลือกอ่านเว็บเพื่อความบันเทิง เหมือนกับที่คนอ่าน National Geographic , Wired หรือคอนเท้นวิทย์อื่น ๆ โดยที่ NASA ก็สามารถสื่อสารวิทยาศาสตร์และสร้างคอนเท้นได้ด้วยตัวเองด้วย แต่สิ่งที่ NASA เสนอ หรือ Wired เสนอ ก็จะมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป

เดิมที ผมก็รู้สึกไม่มั่นใจที่สร้างเว็บไซต์นี้ขึ้นมาและมองว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำที่ทำเพื่อสนองความอยากของตัวเองเท่านั้น แต่หลังจากที่เริ่มทำไปซักพักก็เริ่มมองว่าเรากลับได้อะไรกลับมา เราได้ความรู้ ได้ฝึกตัวเอง ได้หัดการจัดงานงาน และสุดท้ายเลยก็คือเมื่อเว็บเติบโตเริ่มเป็นที่รู้จัก เริ่มมีการติดต่องานเข้ามามากขึ้นจากเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นงานที่เกี่ยวกับเว็บ แต่เป็นงานที่เกี่ยวกับตัวเอง เช่น การเขียนบทความ การออกแบบ การสร้างเว็บไซต์ (เพราะ SPACETH.CO นั้นผมเริ่มต้นตั้งแต่การวางระบบ ซึ่งรันอยู่บน Server แห่งหนึ่งที่ Config แบบ Manual เพื่อ Optimize ให้ทำงานได้ดีที่สุด รวมถึงการทำ CDN ต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยความรู้ด้านเทคนิคช่วย) หลังจากที่มีรายได้เข้ามา ก็สามารถนำมาใช้เลี้ยงเว็บได้ส่วนหนึ่ง มันอาจจะดูโอเค แต่สำหรับผมมันก็ยังไม่โอเคและมองว่าเงินที่ลงไปกับเว็บนั้นคือเงินของตัวเอง แต่สุดท้ายหลังจากที่พี่แชมป์ ธีปกร ได้เล่าเรื่อง The Future of the News Business: A Monumental Twitter Stream All in One Place ที่เขียนโดยคุณ Marc Andreessen ผู้ก่อตั้ง Netscape ได้ฟัง ก็ทำให้ผมมองว่า แท้จริงแล้ว การกระทำนี้มี Busniuss Model รองรับอยู่ในลักษณะของ Cross-Media

Cross-Media วิธีอธิบายมันแบบง่าย ๆ ก็คือ “ทำอันนี้ให้ดัง แล้วเอาความดังไปขายอย่างอื่น” เช่น เขียน Blog ให้ดังแล้วไปขายหนังสือ เขียน Blog ให้ดังแล้วไปเป็นดารา หรือเป็น Influlancer ที่ทำให้คุณมีรายได้ และสมเหตุสมผลพอที่จะนำมาเลี้ยงเว็บ (ที่ไม่ได้เงินหรือได้น้อย) ทำให้ผมเกิดความ อ๋อ ขึ้นมาเลยว่าทุกวันนี้ SPACETH.CO อยู่ได้ด้วย Busniuss Model ซึ่งตรงกับพฤติกรรมที่ผมกำลังทำอยู่ และเริ่มรู้สึกว่า ขนาดการกระทำที่มั่ว ๆ ของเรา ยังกลายเป็นว่าดันไปลงล็อกกับ Busniuss Model ที่มีอยู่จริงได้ SPACETH.CO ยังมีความหวังที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

และเมื่อเราเอาพวกเว็บต่าง ๆ ไปเทียบกับแนวคิดดังกล่าวของคุณ Marc Andreessen เราจะพบว่าเว็บแนววิทย์ทุกเว็บของต่างประเทศมี Busniuss Model รองรับได้หมด แล้วก็มีความมั่นคงพอสมควร ทำไมผมถึงจะไม่อยากให้ SPACETH.CO ไปถึงจุดจุดนั้นบ้าง แทนที่จะหยุดอยู่กับการพึ่งพาหน่วยงานต่าง ๆ

มีเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือผมได้ลองสร้างไดอะแกรมตัวนึงขึ้นมา โดยลองเรียงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันในด้านอวกาศ โดยยกตัวอย่างมา 3 เว็บไซต์ ได้แก่ The Verge (ฝั่ง Space) , Space.com และ Spaceflight Insider

Screen-Shot-2561-02-03-at-02.45.13

The Verge เป็นเว็บไซต์ที่คนอ่านค่อนข้าง Mass (อาจจะไม่ Mass มากแต่เรียกว่าค่อนไปทาง Mass ละกัน) วิธีการเขียนของ The Verge จะไม่ลงรายละเอียดเยอะมาก เหมือนเล่าให้คนทั่วไปฟัง หนึ่งคอลัมน์นิสต์คือคุณ Loren Grush คนที่เล่าเรื่อง SpaceX ได้สนุกมาก ๆ คนนึง บทความของเธอเข้าใจง่ายและรวดเร็วฉับไว

Space.com เป็นเว็บที่แค่ชื่อก็ Niche แล้ว “เว็บอวกาศ” เว็บนี้เจาะกลุ่มคนชอบอวกาศจริง ๆ และในฐานะที่ผมก็เป็นคนชอบอวกาศ เมื่อพูดถึงอวกาศ ผมนึกถึงเว็บนี้เป็นเว็บแรก และเว็บนี้เล่น SEO ได้ดีมาก มีการทำเป็นแคตาล็อกเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ได้เป็นแค่บทความ หรือข่าว ที่เป็นที่สนใจอยู่ช่วงนึง Space.com จะเริ่มมีการใช้คำที่ยากขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังอ่านเข้าใจอยู่สำหรับคนทั่วไป Space.com อาจะไม่ได้ปรากฏอยู่บน Feed ของคนทั่วไป แต่ถ้าพวกเขาให้ความสนใจกับเรื่องอวกาศเรื่องใดเรื่องนึง เช่น เกิดการระเบิดของยานอวกาศ ผมเชื่อว่า ข่าวหรือบทวิเคราะห์จาก Space.com จะกระจายทั่ว Social Media อย่างไม่น่าเป็นที่แปลกใจ

เว็บสุดท้ายที่ยกตัวอย่างมา Spaceflight Insider เว็บนี้ผมเชื่อว่าพูดมาใครที่ไม่ได้เป็น Nerd คงจะไม่รู้จัก เว็บนี้เขียนข่าวอวกาศได้อย่างละเอียดโคตร ๆ และแทบจะมีทุกสิ่งที่สามารถ Public ออกมาได้ เว็บนี้ไม่พลาดทุกประเด็น คนเขียนก็จะเป็น Blogger สายอวกาศโดยเฉพาะ อาจจะไม่ดังหรือคนฟอลบน Twitter น้อยกว่า บก. The Verge แต่คนพวกนี้ Connection โคตรดี และมี Unfair Advantage ดี (เช่น พ่อ, เมีย, เพื่อน ทำงาน SpaceX, มีบ้านอยู่แหลมเคอเนอเวอรัล ทำให้ถ่ายรูปการปล่อยเองได้โดยที่ไม่ต้องซื้อภาพ) เว็บพวกนี้คนอ่านน้อยเหมือนกะว่าทำให้พวกเดียวกันอ่าน ผมอยู่ในกลุ่ม Facebook Group ของเว็บพวกนี้ ทำให้รู้เลยว่า พวกที่เขียนพวกที่อ่านนั้น หน้าเดิม ๆ ชัด ๆ แทบจะจำชื่อกันได้แล้ว

Screen-Shot-2561-02-03-at-02.45.21

ทีนี้มาพูดถึงด้านเงินกันบ้าง เหมือนที่บอกไป The Verge ฝั่ง Space อยู่ได้ด้วยกระเป๋าเงินของ Vox Media ส่วน Space.com อยู่ได้ด้วยเงินของ Media Publisher ที่เราอาจจะไม่ค่อยรู้จักอย่าง Purch และที่น่าสนใจคือ Spaceflight Insider อยู่ได้ด้วยเงินของ National Space Socity ซึ่งเราจะเห็นชัดได้เลยว่า ยิ่งความ Niche ลดลง เราจะมีโอกาสอยู่ในมือของ Media Publisher เจ้าใหญ่มากขึ้น และยิ่ง Niche มากเท่าไหร่ ความเป็นธุรกิจก็จะลดลงและสุดท้ายก็อยู่ได้ด้วยเงินจาก National Space Socity ซึ่งจะอารมณ์ประมาณ สมาคมอะไรซักอย่างแห่งประเทศไทย ซึ่งความมั่นคงเทียบไม่ได้เลยกับเทพเจ้า Vox Media

นั่นหมายความว่าสุดท้ายแล้ว SPACETH.CO ต้องรู้จักการเลือก Position ที่ถูกต้อง ถ้าเราต้องการที่จะอยู่ได้โดยใช้กระเป๋าเงินของ Media Publisher (ซึ่งแน่นอน ผมมองว่ามันโคตรเท่) ทั้งนี้คิดคนเดียวคิดไปเองอาจจะยังไม่ได้ ต้องอาศัย Tools ต่าง ๆ มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของคนอ่านจริง ๆ แล้วสุดท้ายเราจะเจอว่า ความอยากเขียนอยากนำเสนอของเรา และความอยากอ่านของคนมันมาเจอกันตรงไหน

แต่ไดอะแกรมนี้อาจจะไม่เท่ากันในทุกประเทศขึ้นอยู่กับประชาชนในประเทศนั้น คอนเท้นไม่ได้เป็นตัวตัดสิน คนต่างหาก ยิ่งประชาชนให้ความสนใจในวิทยาศาสตร์ ความ Niche ของเว็บก็จะลดลง ถ้าลองยก The Verge มาไว้ในไทย The Verge อาจจะกลายเป็น Niche เลยก็ได้ ส่วนถ้ายก Spaceflight Insider มาไว้ในไทย ผมว่าไม่มีคนอ่านหรอกครับ เปิด 3 เดือนเว็บอาจจะเจ๊งก็ได้

และแน่นอนการที่เราต้องหาเงินมันนำมาซึ่งการถีบตัวเอง ถ้าเราอยู่ได้ง่าย ๆ เราจะรู้สึกว่า อยู่ได้แล้วนะ พอแล้ว แต่ถ้าเราทำให้มันเป็นธุรกิจความต้องการของเราจะไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เป็นการกระตุ้นให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ

สุดท้ายแล้วคนในประเทศจะเป็นคนตัดสิน และถ้าประชากรมองเห็นคุณค่าของการพัฒนาตัวเอง และหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ พวกเขาจะมี Demand ในคอนเท้นด้านวิทยาศาสตร์ พอที่จะทำให้ Media Publisher สามารถเลี้ยงเว็บที่ทำคอนเท้นแนวนี้ได้ และกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีคนอ่านและให้ความสนใจ

ผมไม่ได้บอกว่าไม่รัฐไม่จำเป็นต้องสนับสนุนเว็บ Media พวกนี้ การที่เราสนับสนุนสิ่งดี ๆ ให้กันผมมองว่าเป็นเหมือนวิตามิน เหมือนยาบำรุง แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในการอยู่ก็ยังเป็นสารอาหารที่ครบถ้วน ถ้าจะมอง SPACETH.CO หรือเว็บคอนเท้นด้านอวกาศในต่างประเทศก็เช่นกัน เรามีฝันว่าซักวันนึงเราจะสร้างความมั่นคงให้กับเว็บได้ด้วยการพิสูจน์ว่าเรื่องวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนในหน่วยงานวิทย์ แต่เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถอ่านได้และใกล้ตัว เหมือนกับเรื่องดารา เรื่องภาพยนต์ หรือเรื่องราวในกระแสต่าง ๆ

spaceth_award

SPACETH.CO เป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดใหม่มาก ๆ และเป็นเว็บแรกของผมที่มีคนเขียนมากกว่า 2 คน และมี Co-Founder หรือผู้ร่วมก่อตั้งคือน้องกร แฟนพันธุ์แท้ระบบสุริยะ เราอาจจะไม่หวังให้ SPACETH.CO เข้ามา Change อะไรในประเทศนี้ แต่ผมเชื่อว่า การได้มาทำเว็บนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง บางทีอาจจะเป็นมุมมองที่คนอื่นไม่เคยเจอ หรือคิดไม่ถึง หรือตัวเราเองก็คิดไม่ถึง และมันจะนำมาสู่การสร้างความยั่งยืนของคอนเท้นวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย และผมจะถือว่าตัวเองโชคดีมากที่เริ่มต้นได้ไวตั้งแต่เขียน Blog แนววิทยาศาสตร์ครั้งแรกตอนอายุ 16

แนวคิดแบบนี้ผมไม่โกรธหรือเถียงถ้าคุณจะมองว่าเป็นแนวคิดที่หยิ่งโดยแท้ที่ปฏิเสธความช่วยเหลือทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น แต่สุดท้ายผมมองว่ามันคุ้มค่าที่จะลอง และเรียนรู้ และสร้างเว็บวิทยาศาสตร์ที่อยู่ได้ด้วยตัวเองจริง ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นต้นแบบ เพราะท้ายที่สุด ความรู้ที่กระจายออกมามันก็ไม่ได้หลุดหายไหน แต่ก็กลับคืนสู่สังคมและพัฒนาประชากรของประเทศไทยเราได้อยู่ดี ผมอาจจะไม่บอกว่า ประชากรต้องพัฒนาก่อนถึงคอนเท้นวิทย์จะอยู่ได้ หรือ คอนเท้นวิทย์ต้องอยู่ได้ประชากรถึงจะพัฒนา สองอย่างนี้มันต้องเดินคู่กันไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและค่อย ๆ ศึกษาไป

หลายคนอาจจะคิดว่าทีม SPACETH.CO ทำแต่เว็บไซต์ แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังเก็บข้อมูลพฤติกรรมของการอ่านคอนเท้นอวกาศอยู่ตลอดเวลาด้วย ไม่ว่าจะบน Social Network หรือบนเว็บไซต์ของเราผ่านเครื่องมือ Analytic ต่าง ๆ นำมาวิเคราะห์ร่วมกับ Public Data อื่น ๆ เช่น Google Trend ซึ่งไว้ได้เป็นเรื่องเป็นราวแล้วผมอาจจะนำมาเขียนเล่าให้ฟังต่อไปว่าเราได้ Data อะไรสนุก ๆ บ้าง

Screen-Shot-2561-02-03-at-17.23.32

และสุดท้ายเว็บวิทยาศาสตร์ที่ยั่งยืนจริง ๆ อาจจะไม่ได้มาจากการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ มองให้เหมือนการทดลองวิทย์ นี่คือการตั้งสมมุติฐาน มีตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุม การทดลองนี้จะจบลงอย่างไรสิ่งที่ปรากฏต่อสังคมจะเป็นการตัดสิน

จริง ๆ แล้วมุมมองของสมาชิกทีมคนอื่นก็แตกต่างออกไป และแน่นอนว่าวิธีการและแผนนี้อาจจะไม่ถูกนำมาใช้เป็น Roadmap ของเราซะทีเดียว ซึ่งก็ต้องผ่านการคิดและตัดสินใจ รวมถึงปรึกษากับผู้มีประสบการณ์อย่างรอบคอบ แต่แนวคิดนี้คือ Foundation ของเว็บไซต์ และคือสิ่งที่ทำให้ผมพยายามที่จะสร้างคอนเท้นและพิสูจน์ตัวเองว่าเรื่องอวกาศนั้นไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความสนใจอย่างหนึ่งที่แข็งแกร่งพอที่จะอยู่ได้ และอยู่อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นบน Media หรือในใจของเราก็ตาม