บทเรียนสำคัญจากการนำวิทยาศาสตร์หลวม ๆ มากวนตีน บน Social Media

ช่วงเย็นของวันธรรมดาวันหนึ่ง หลังจากที่ทำงานเสร็จ หลังจากที่ผมได้เห็นความย้อนแย้งในการเรียกร้องทางเพศบน Twitter จากการยกย่องให้เพศใดเพศหนึ่งมีสิทธิมากกว่า หรือวาทกรรม Men is Trash ทำให้คีย์บอร์ดที่อยู่ใกล้มือถูกหยิบขึ้นมาพิมพ์สเตตัสกวนตีน ๆ หนึ่งโพสต์

**"เรื่องเพศอะ เราว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะมาต่อต้านหรือคิดว่าอันนี้ทำได้อันนี้ทำไม่ได้แบบมั่ว ๆ นะเว่ย มันต้องแยก 2 ปัจจัย ปัจจัยทางชีววิทยาวิวัฒนาการ ปัจจัยทางสังคมปัจจัยทางศีลธรรม และทำความเข้าใจ
อ่ะ" **

ซึ่งจากที่กล่าวมา ก็ดูจะไม่มีอะไรมากนัก เพราะสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ทั่วไปได้แก่ความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ร่วม เช่น วัฒนธรรม, สังคม, บรรทัดฐาน ต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงภาษา และระบบการปกครอง ดังนั้น การจะเรียกร้อง จำเป็นต้องอาศัยการพิจารณาข้อจำกัดทั้งสองด้าน ไม่เช่นนั้น เราก็คงมองสิ่งธรรมชาติ ๆ เป็นเรื่องที่ผิด เช่น การเป็นเกย์ผิด หรือการมี Sex เป็นบาป ซึ่งสิ่งนี้จะนำมาซึ่งนโยบายทางสังคมที่อิงจากธรรมชาติ เช่น การลาคลอด, การอุดหนุนผ้าอนามัย, อัตราส่วนของห้องน้ำ เสื้อผ้า หรือการสวมใส่บรา กางเกงใน การคุมกำเนิด ต่าง ๆ มากมาย

แต่ชุดที่สองของข้อความ ที่กวนตีน และเรียกแขก เราได้ยกตัวอย่างแบบไม่ละเอียดของตัวอย่างความไม่เท่าเทียม (ซึ่งน่าสนใจว่า ความไม่เท่าเทียมและความแตกต่าง ? เหมือนกันหรือไม่ เอาอะไรมาวัด) บอกว่า

" (มนุษย์) ผู้ชายออกแบบมาให้สืบพันธุ์ได้มาก และ วัฒนธรรมฮาเรมและแย่งตัวเมียเป็นสิ่งปกติที่พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป ในทาง Physical แล้ว ตัวเมียจะอ่อนแอกว่าเพื่อให้ตัวผู้ปกป้อง (จากอันตรายภายนอก) ความไม่เท่าเทียมทางเพศ (ทั้งหมดนี้ที่กล่าวมาและไม่ได้กล่าว) ทำให้เกิดวิวัฒนาการ"

ซึ่งถ้าอ่านดู จะพบว่ามันเรียกแขกเหลือเกิน แถมความกวนตีน ยังทำให้เราใส่ท้ายไปว่า เถียงสิ จะยก Paper มาให้ดูรายข้อ ซึ่ง ณ ตอนนั้น เราได้หยิบวิดีโอ และอ้างอิง Paper ที่พูดโดยรวมในแง่ของ Sex Advantage ของตัวผู้ และพฤติกรรมที่เกี่ยวกับเพศ

ความอ่อนแอของ Statement ที่กล่าวด้านบน มีหลายจุด ซึ่งภายหลังมันได้ถูกชี้ให้เห็นจากหลาย ๆ คอมเมนต์

  • การที่บอกว่าตัวเมียอ่อนแอกว่า คำว่าอ่อนแอเป็นภววิสัย ถ้าจะให้ Statement นี้ถูกต้องต้องยกกรณีไป ไม่เช่นนั้น การที่ตัวเมียคลอดลูกเป็นสิ่งที่อ่อนแอกว่าตัวผู้หรือไม่ ?
  • ความไม่เท่าเทียม ทำให้เกิดวิวัฒนาการ ตรงนี้น่าสนใจตรงนี้ วิวัฒนาการไม่ได้สนว่าใครเข้มแข็งกว่าใครหรือใครเท่าเทียไม่เท่าเทียม แค่กลไกล Natural Selection อนุญาตให้ความแตกต่าง ณ จุดหนึ่ง อยู่รอดในฐานะคู่
  • วัฒนธรรม ? ตรงนี้ควรใช้ว่าพฤติกรรมหรือเปล่า เพื่อป้องกันความสับสนจากการแยกปัจจัยทางชีววิทยาออกจากวัฒนธรรมที่เป็นองค์ความรู้ร่วม

ซึ่งแน่นอน พอถามว่า Statement 3-4 ข้อนี้ เกี่ยวอะไรกับการบอกว่า "การเรียกร้องสิทธิเพศ ต้องคำนึงถึงปัจจัยสองปัจจัย ทั้งวัฒนธรรมและชีววิทยา" ? คำตอบก็คือ มีส่วนเกี่ยว แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะวัตถุประสงค์ของการยกขึ้นมา เพื่อเป็นการแสดงว่าเราไม่อาจปฏิเสธธรรมชาติที่อาจจะฟังดูไม่เข้าหู แต่ด้วยการที่ไม่อธิบาย ณ จุดนี้ ทำให้ง่ายต่อการถูกตีความเป็นในเชิงว่าเราต้องทำตามกลไกของธรรมชาติ (สร้างนโยบายอิงจากสิ่งที่ธรรมชาติเป็น)

เราไม่ได้อธิบายในโพสต์ (แม้จะมาอธิบายในภายหลัง) ว่า จริง ๆ แล้วการสร้างวัฒนธรรมคือสิ่งที่ขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ เช่น การบอกว่ามี Sex เป็นบาป ในเมื่อมนุษย์ในแง่ของชีวภาพแล้วต้องการ Sex และมีแรงขับที่ทำให้อยากมี Sex แต่การบอกว่า Sex เป็นบาป และไปห้ามโดยที่ไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนที่ดีพอนั้น ทำให้สุดท้ายเราลืมว่าเราห้ามไปเพื่ออะไร จะสังเกตว่าโลกของเราภายหลังมีการถกเถียงเรื่องนี้มากขึ้น เช่น การบอกว่าแทนที่ Sex จะเป็นบาป แต่ Sex ต้องเกิดจากการยินยอมหรือ Consent หรือการผลักดันนโยบายเช่น การทำให้ Sex Toy หรือหนังโป๊ถูกกฏหมาย ซึ่งน่าจะนำไปสู่การทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นมากกว่าการอยู่ดี ๆ บอกว่า Sex เป็นบาป

นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อ แต่ด้วยความอยากกวนตีน (นอนน้อยหรืออะไรก็แล้วแต่) ทำให้เราเลือกที่จะพิมพ์ Facebook Status แบบหลวม ๆ ที่ทำให้เกิดการตีความได้หลากหลาย

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการอ้างว่าเป็นเพียง Facebook Status เรายังคงเชื่อว่าการถกเถียงในประเด็นนี้ควรทำด้วยเหตุผล (แม้เราจะโกงแหกกฏข้อนี้ในตอนแรกด้วยความกวนตีนและสื่อสารเฉพาะกลุ่ม) แต่เมื่อเรื่องนี้ถูกขยายสู่วงกว้าง เราเองก็ยังไม่เห็นด้วยกับการ "Voice Over" หรือยัดเยียดแนวคิดว่า เราพูดเช่นนี้ หรือทำเช่นนี้เพราะต้องการยกให้เพศใดเพศหนึ่งได้รับสิทธิทางสังคมเหนือกว่าอีกเพศหนึ่ง

และเราก็ยังคงเชื่อในแนวคิดว่า การเรียกร้องสิทธิ์ ควรสนใจทั้งปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางสังคมไปพร้อม ๆ กัน

สิ่งที่เราเห็นจากกรณีในครั้งนี้ สำคัญ ๆ สองข้อก็ได้แก่

  • เราทำให้เกิดความไม่พอใจในการนำวิทยาศาสตร์หลวม ๆ มาสนับสนุนแนวคิด แม้ว่าแนวคิดของเราจะผิดหรือถูก การนำวิทยาศาสตร์หลวม ๆ มาสนับสนุน ไม่ต่างจากการทำ Psudo-sci หรือวิทยาศาสตร์เทียม ในบริบทใดก็ตาม (จะเล่นหรือจะเขียน Paper) ควรระวังไม่ให้เกิดขึ้น
  • การสื่อสารข้ามกลุ่ม ข้ามสาย การพูดระหว่างแนวคิดฝั่งมนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ควรทำโดยความเข้าใจและไม่กวนตีน เพราะโดยธรรมชาติแล้วทั้งคู่อาจจะมีบางสิ่งที่เป็นขั้วกันอยู่ ซึ่งการจัดการบริหารการสื่อสารที่ดี จะช่วยให้การสื่อสารข้ามสายเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น จนนำไปสู่สังคมที่เป็น Anti-displinary หรือการไม่สนใจศาสตร์ใด ๆ และโฟกัสที่การสร้างงานหรือแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
  • เรายังคงเห็นการ Voice Over หรือการเกิด Group Polarization ในการนำเราไปด่า โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าเหยียดเพศ (เพราะถ้าจะมีข้อหาข้อหาของเราควรเป็นการนำวิทยาศาสตร์หลวม ๆ มากวนตีน ไม่ใช่การเหยียดเพศ) หรือการโจมตีบุคคล (เพราะเราเองในตอนแรกหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเลือกที่จะโจมตีการเรียกร้องแบบไร้ซึ่งเหตุผลรองรับ)

สุดท้ายแล้ว เราสรุปจบกรณีนี้ด้วยการบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า "Ignorance" หรือความโง่เขลา คือศัตรูสุดท้ายของมนุษย์ เพราะมันปิดกั้นการพูดคุยกัน และในบางครั้งตัวเราเองก็มีความโง่เขลาในการสื่อสาร ไม่ว่าจะจงใจโง่หรือไม่จงใจโง่ก็ตาม "Ego" หรือการเชื่อในตัวเอง คิดว่าตัวเองถูก และการไม่เป็นปฏิปักต่อตัวเองคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการสนทนา และ "Group Polarization" ชี้นำให้บทสนทนาเป็นไปในทางที่เราอยากให้มันเป็น ทั้งหมดนี้ไม่อาจถูกทำลายได้ แต่ตราบใดที่เราเตือนตัวเองว่า "มันยังมีอยู่" ก็ช่วยให้เราสามารถสร้างการถกเถียงที่มีคุณภาพได้

เราเองทั้งพอใจ ยอมรับในความ Ignorance เข้าใจในการเกิด Group Polarization และก็ยังหวังว่าเราทุกคน รวมถึงตัวเราเองด้วย จะสามารถก้าวเกินไปสู่การแก้ไปปัญหาด้วยความเข้าใจ

และเราก็หวังว่า Facebook Status นี้จะเป็นตัวอย่างและบทเรียนที่สำคัญของการสื่อสารข้ามสาย การเลือกใช้บริบทในการสื่อสาร เพราะลองคิดดูว่าถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่แค่ Facebook Status มันจะสร้างความปั่นป่วนให้กับโลก หรืออาจจะทำร้ายใครเข้าจริง ๆ ก็ได้

สุดท้ายหลังจากบทเรียนครั้งนี้ได้ถูกสร้างขึ้น เราก็ยังคงทำงานที่เกิดประโยชน์กับโลกนี้ต่อไป เพราะคำพูดนั้นไม่ว่าจะสวยหรูแค่ไหนก็อาจไม่เท่ากับการกระทำและความพยายามที่เกิดขึ้น

Nutn0n, April 29, 2020.