การจดจำ ความเชื่อมโยง และความเจ็บปวด

เวลาผู้เขียนดูรายการแฟนพันธุ์แท้แล้วเจอคำถามที่เป็นแนว ๆ วันเดือนปี จำนวน ชื่อคน หรือตัวเลข คำถามที่ดูเหมือนจะน่าตอบกว่าคำถามที่พิธีกรถามน่าจะเป็น คนพวกนี้จำเรื่องพวกนี้ไปได้อย่างไร ? คำถามนี้มาเริ่มได้แนว ๆ คำตอบที่พอเป็นไปได้จากการที่ผู้เขียนได้คุยกับเพื่อนที่ไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ระบบสุริยะ ซึ่งก็คือคุณกรทอง ที่สุดท้ายกลายเป็นมาทำเว็บด้วยกัน แม่งจำได้แม้กระทั่งวันที่ยานอะพอลโล่ 11 กลับมาลงจอดยังโลกหลังจากไปดวงจันทร์ แถมยังจำรายชื่อของนักบินใครโครงการอะพอลโล่ได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่แค่นั้น ยังจำปีที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เหมือนกับตัวเองเป็น Google

เมื่อพูดถึง Google สิ่งที่เรียกว่า Google นี่แหละที่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับผู้เขียน เวลาผู้เขียนเขียนบทความ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Google ที่เปิดเอาไว้พร้อมที่จะพิมพ์คำต่าง ๆ ลงไป ไม่ใช่เพื่อหาข้อมูล แต่เพื่อให้ Google เตือนเรา ผู้เขียนจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้และพอเชื่อมโยงออกว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนแหละหลังกัน แต่ไม่ใช่ปี ในขณะที่เพื่อนแฟนพันธุ์แท้ของผู้เขียน จดจำเรื่องพวกนี้ได้โดยที่ไม่ต้องค้นหาบน Google แต่เราค้นหาบน Google ไม่ได้แปลว่าเราไม่รู้ เราแค่จำรายละเอียดของมันไม่ได้เท่านั้นเอง การเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนที่สามารถเขียนเรื่องต่าง ๆ ออกมา (รวมถึงบทความนี้ด้วย) ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องจำเรื่องราวทุกอย่างได้ เขาเพียงแค่เขารู้ว่าเราจะไปค้นหามันได้ที่ไหน แนวคิดนี้ได้มาจากการที่ผู้เขียนได้อ่านบทความนึงในเว็บไซต์ Wired ซึ่งเรียนปรากฏการณ์แนว ๆ นี้ว่า Outboard Brain

ในบทความที่เขียนตั้งแต่ปี 2007 นี้บอกว่า Ian Robertson นักประสาทวิทยาได้นำคนจำนวน 3,000 มาทำบททดสอบ ผลที่ได้พบว่าคนที่อายุมากกว่ามักจะจำข้อมูลส่วนตัวได้มากว่า เช่น เบอร์โทรศัพท์หรือวันเกิด นั่นหมายความว่าคนยุคใหม่ ๆ จะไม่ค่อยจำวันเกิดของญาติ เพื่อน หรือแม้กระทั่งเบอร์หรือเลขประจำตัวของตัวเอง แต่พฤติกรรมที่ปราฏออกมาเลยก็คือพวกเขาหยิบโทรศัพท์เพื่อขึ้นมาดู ใช่ พวกเขาไม่ได้รู้ ณ ตอนนั้นว่าวันเกิดของแม่คือวันที่เท่าไหร่ แต่พวกเขารู้ว่าจะหามันได้จากไหน สิ่งนี้ทำให้พิสูจน์ได้ว่ามนุษย์เราในยุคนี้ฝากความทรงจำไว้กับสิ่งภายนอกมากขึ้น ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะสิ่งที่เรารู้จะเป็นเรื่องของความเชื่อมโยงมากว่าการจำข้อมูลที่หาความสัมพันธ์กันไมได้

ย้อนกลับไปที่เพื่อนแฟนพันธุ์แท้ของผู้เขียน หลังจากที่ได้คุยกันก็พบว่าความเชื่อมโยงนี่แหละที่เป็นตัวแปรสำคัญในความทรงจำ มนุษย์ส่งยานไปดวงจันทร์สำเร็จในปี 1969 ความเชื่อมโยงของมันก็คือ ทำไมต้อง 1969 ก็เพราะประธานาธิบดี Kennedy ตั้งปณิธานไว้ว่าภารกิจจะต้องสำเร็จก่อนยุค 60 ซึ่งก็มาสำเร็จในปีสุดท้ายตามคำพูดจริง ๆ นี่คือวิธีจำ พอคิดได้แบบนี้กลายเป็นว่าผู้เขียนก็มาเริ่มจำตัวเลขอะไรแปลก ๆ ได้ เช่น ในปี 1984 เป็นปีที่ Apple เปิดตัว Macintosh รุ่นแรก ในตอนนั้นโฆษณาชุด 1984 ถูกนำมาฉายในช่วง Super Bowl โดยในโฆษณามีพูดว่า On January 24th, Apple will introduce Macintosh. เหตุนี้เวลาเพื่อนถามว่า Super Bowl แข่งช่วงไหนผู้เขียนก็จะนึกถึง Macintosh แล้วตอบว่า ช่วงเดือนมกราคม

ดังนั้นพอเดาออกได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ส่งผลต่อความทรงจำระยะยาวของเราก็คือการเชื่อมโยง เราไม่แปลกใจที่เราจะจำทะเบียนรถแท็กซี่ที่เรานั่งไม่ได้ แต่ถ้าทะเบียนรถมันดันเป็นปีเกิดของเรา เราก็จะจำมันได้ว่าเมื่อเช้าเรานั่งแท็กซี่ที่ทะเบียนเป็นเลขปีเกิดของเรา แม้ว่าแนวคิด Outboard Brain จะเป็นอะไรที่ช่วยให้เรากลายเป็นคนรู้มาก (หลายคนเขาว่าเช่นนี้) แต่สุดท้ายการ รู้ว่าจะดึงเอาข้อมูลได้จากไหน กับ รู้ว่าข้อมูลนี้มีความเชื่อมโยงกันยังไง ก็จะช่วยให้ความทรงจำของเราชัดเจนขึ้นเช่นกัน

วิธีคิดนี้ไปตรงกับ Method of loci หรือการจดจำข้อมูลด้วยการเรียนภาพต่อกันในลักษณะของการเดินทาง ซึ่งหลักการนี้ถูกนำมาใช้ในการทำการ์ดคำศัพท์เพื่อสอนเด็ก หรือแอพสอนภาษาต่าง ๆ เช่น Memrise หรือ Duolingo ใช้เพื่อให้คนจำคำศัพท์ได้ ใครที่เคยอ่าน Sherlock Holmes ก็จะพบว่าวิธีนี้ถูกนำมาใช้งานเหมือนกัน ในการทำการเรียกความทรงจำกลับมา เรื่องน่าตลกอยู่ตรงที่สิ่งนี้จะเป็นจุดขายของสถาบันพัฒนาการเด็กที่บอกว่าถ้ามาเรียนแล้วลูกจะเป็นอัจฉริยะเพราะเด็กจะมีความจำที่ดีที่สมัยก่อนจะชอบมาออกรายการโทรทัศน์กัน แล้วให้เด็กท่อง ทั้งที่จริง ๆ มันคือหลักการ Method of loci นี่เอง

เหตุนี้นี่เองทำให้เราจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ในวันสำคัญ ๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ เช่น เราจะจำได้ว่าวันที่ญาติที่เรารักเสีย ตอนนั้นเราทำอะไรอยู่ เรากำลังกินอะไรอยู่ แล้วเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ซึ่งเราจะเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า Traumatic หรือความทรงจำเจ็บปวดฝังลึก เราจะพบว่าเวลาไปสัมภาษณ์บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น 9/11 หรือถ้าเป็นของคนไทยก็น่าจะเป็นเหตุสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เราก็จะจำได้ว่า ณ ตอนนั้นเราทำอะไรอยู่เกิดอะไรขึ้น

ไม่แปลกใจที่ผู้เขียนจะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงในแต่ละวันนั่งนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา แล้วถามคำถามกับตัวเองว่า เราจำอะไรในตอนนั้นได้บ้าง สิ่งที่ได้ออกมาก็คือภาพที่ชัดเจนรวมถึงความรู้สึกต่าง ๆ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่าบางส่วนมันได้ถูกปรุงแต่งให้เป็นไปตามความรู้สึกของเราเอง เช่น เรารู้สึกว่าตอนเด็กเรามีความสุขกับการอ่านหนังสือ เพราะตอนนี้เรารู้ว่าเราชอบอ่านหนังสือ หรือทำงานเกี่ยวกับการเขียน สิ่งนี้ถูกเรียกว่าเป็น False Memories หรือความจำเท็จ ความจำเท็จอาจจะไม่ได้หมายถึงการจำผิด แต่อาจจะเป็นการเลือกจำแค่บางส่วนหรือบางขั้นบางตอน แม้กระทั่งความจำยังสามารถโกหกตัวเราเองได้ น่าแปลกที่ธรรมชาติเลือกที่จะสร้างสรรค์สิ่งเช่นนี้ให้กับมนุษย์ ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เวลาเรานึกถึงเรื่องบางเรื่องที่รู้สึกว่าตอนนั้นเราไม่ได้มีความสุข แต่เรามองมันเป็นความสุขได้ เช่น การไปค่าย รด. ที่เขาชนไก่ ที่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้มีความสุขเลย แต่จากการนำภาพต่าง ๆ มาเปรียบเทียบ อาจจะด้วยจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้เราคิดไปเองว่าตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เราสนุกสนานกับเพื่อน เพราะตอนนี้เราไม่ได้อยู่กับเพื่อนเหล่านั้นแล้วก็เลยเกิดการปรุงแต่งขึ้นมา หลายคนอาจจะคิดว่าความทรงจำเหมือนกับภาพถ่าย เหมือนกับการจดบันทึก แต่จริง ๆ แล้วความทรงจำที่แท้จริงนั้นยากที่จะเข้าถึง หรือหลงเหลือให้เขาถึง มันถูกปรุงแต่งด้วย False Memories และการรับรู้ต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลให้ควาทรงจำของเราผิดแปลกไปจากเดิมอย่างสุด ๆ เลยก็ได้

สรุปสั้น ๆ ได้ว่า ด้วยเหตุนี้นี่เองผู้เขียนมานั่งนึกย้อนดูแลก็เริ่มเข้าใจว่า แท้จริงความทรงจำของคนเราเราไม่ได้เป็นฝ่ายเลือก แต่สภาพแวดล้อมต่างหากที่เลือก สิ่งนี้อาจจะไปตรงกับกลไกลในเรื่องของวิวัฒนาการเพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่รอดได้ ด้วยการจดจำแบบเชื่อมโยง แบบเรื่องราว การจดจำผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ ความเจ็บปวดต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่สร้างบาดแผลทั้งในความทรงจำของมนุษย์ปัจเจกหรือหน้าประวัติศาสตร์ สงครามต่าง ๆ หากแต่ที่สุดแล้วผลจะดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะหยิบดึงมันมาใช้ในทางไหนมากกว่า ถึงตอนนี้ก็น่าจะได้คำตอบแล้วว่าทำไม คนบางคนถึงสามารถจำจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนอื่น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ว่า จำง่ายหรือจำยาก แต่ตัวแปรมันมีมากกว่านั้นเช่น มุมมองการมองโลก, ประสบการณ์, ความรู้สึก, ความสามารถในการเรียนรู้ พูดได้ค่อนข้างเต็มปากว่าความทรงจำเป็นหนึ่งในสิ่งที่ปัจเจกที่สุดและยากที่จะเข้าใจบนพื้นฐานเหล่านี้

อ้างอิง
บทความจาก Wired https://www.wired.com/2007/09/st-thompson-3/
How the Ancient 'Method of Loci' Can Improve Your Long-Term Memory https://bigthink.com/cole-seidner/a-memory-palace-to-aid-in-neural-plasticity-can-increase-memory
TED - How reliable is your memory? | Elizabeth Loftus วิดีโอ https://youtu.be/PB2OegI6wvI