กลยุทธ์สถาบันกวดวิชาขนาดเล็กหรือขนาดกลาง

กวดวิชาขนาดใหญ่ต้องปรับตัว นักเรียนไม่อยากเป็นหุ่นยนต์นั่งดูวิดีโอแล้ว และวิธีแก้ปัญหาจากสถาบันขนาดกลาง

กวดวิชาเติบโตลดลง

เห็นได้ชัดว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นได้ผ่านยุคทองของโรงเรียนกวดวิชาขนาดใหญ่มาแล้ว แม้จำนวนนักเรียนในแต่ละปีจะยังคงเท่ากัน สถาบันกวดวิชาอาจจะดูเหมือนแค่อยู่เฉย ๆ ทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนเดิม เพราะสุดท้ายแล้วก็มีนักเรียนเข้ามาใหม่ทุกปี

แต่ความจริงแล้วปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ก็เข้ามามีบทบาท เช่น รายได้ของผู้ปกครอง การเข้ามาของเทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนระบบของการเข้ามหาวิทยาลัย การเข้าเรียนต่อ ตั้งแต่ระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ตลาดการติวหรือสอนพิเศษจึงไม่ได้นิ่งรอรับนักเรียนใหม่ในทุกปีเหมือนที่เราอาจจะมอง

อิงจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ในปี 2560 ได้ไปลงสำรวจแนวโน้มของการสอนพิเศษ พบว่าตลาดกลุ่มนี้มีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ปี 2558 ผู้บริหารสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ ออกมาเล่าถึงผลกระทบอันมาจาก เศรษฐกิจโดยตรงบ้าง พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าบ้าง หรือแม้กระทั่งการเข้ามาของเทคโนโลยี

Micro Tutor เยอะขึ้น ออนไลน์เข้ามีบทบาท

พูดถึงภาพของการเรียนพิเศษกับสถาบันขนาดใหญ่ในปัจจุบัน เราก็จะยังคงชินกับภาพการนั่งเรียนกับวิดีโอ ผ่านคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งเป็นการเรียนสดผ่านทางการถ่ายทอดสัญญาณภาพ Interation ระหว่างนักเรียนกับผู้สอนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ มีการกดเลือก กดจองที่นั่งเพื่อไปนั่งดูวิดีโอ จำกัดเวลาเรียน และจำนวนครั้ง

การทำแบบนั้นเหมือนจะเวิร์คอยู่ซักพักหนึ่ง แต่สุดท้ายพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เริ่มเรียกร้องกลับไปยังการติวแบบตัวต่อตัว หรือติวกลุ่มเล็ก โชคดีที่ยุคปัจจุบันโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาท เราเห็นเด็กมหาวิทยาลัย หรือพี่ ๆ ที่จบใหม่มารวมตัวกันเปิดเป็นกลุ่มติวเตอร์ขนาดเล็ก รับสอนเด็กในสังกัด ทั้งมุ่งเป้าไปที่ตัวเด็กเองหรือผู้ปกครอง

Micro Tutor ยังรวมไปถึงสถาบันกวดวิชาขนาดเล็ก หรือมีเป้าหมายเฉพาะ เช่น ติวเข้าโรงเรียนนี้โดยเฉพาะ (จะสังเกตได้ว่าพวกนี้มักจะตั้ง location บริเวณใกล้ ๆ กับโรงเรียนที่ต้องการติวเข้า)

การติวแบบ Mass อาจจะไม่ได้เวิร์คตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เป็นเช่นนี้แล้วเราอาจจะเห็นได้ว่า การติวแบบกลุ่มขนาดใหญ่กับสถาบันขนาดใหญ่มันอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว รวมถึงการให้ผู้เรียนดูผ่านวิดีโอ อะไร ๆ ก็วิดีโอ แต่นักเรียนและผู้ปกครองก็ติดภาพจำจากการทำการตลาด การสร้างค่านิยม และเครดิตของสถาบันกวดวิชา Mass ขนาดใหญ่ ซึ่งในกลุ่มพวกนี้มีเงินลงทุนสูงกว่า และสามารถใช้การ Influencing ได้ง่ายกว่า กลุ่มขนาดเล็กที่อาจจะยังไม่สามารถหยิบยกข้อดีของตัวเองมาบอกเล่าเพื่อแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านการติว

กลยุทธ์สถาบันกวดวิชาขนาดเล็กหรือขนาดกลาง

สถาบันกวดวิชาขนาดกลาง ณ ตอนนี้จะได้เปรียบตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากกว่าสถาบันขนาดใหญ่ กลุ่มเหล่านี้มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างมั่นคงแม้อาจจะไม่ Mass เท่าสถาบันขนาดใหญ่ แต่ในเรื่องของกำลังซื้อและ Royalty อาจจะไม่ต่างกันมาก สถาบันขนาดกลาง

ที่ FISHSIX มีเปิดโครงการ Flip Class มาตั้งแต่ปี 2560 แนวคิดของ Flip Class คือทำให้สถาบันกวดวิชาขนาดกลางอย่าง FISHSIX ที่มีครูคุณภาพสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงเป็นจำนวนมากขึ้น ด้วยการปรับรูปแบบการสอนที่นำการใช้วิดีโอและอธิบายสดมารวมกันให้ไร้รอยต่อ

นักเรียนจะได้เรียนสด สอบถามข้อสงสัยกับครู ได้อย่างเป็นกลุ่มเล็ก ส่วนตัว ในขณะเดียวกันงานอย่างการเรียนก็เป็นหน้าที่ของวิดีโอ ที่ทำการบันทึกการสอนของคุณครูไว้ให้นักเรียนสามารถดูได้แบบไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดรอบ เพราะเราไม่ได้จะขายวิดีโอ สิ่งที่เราขายคือการทำให้นักเรียน “เข้าใจ” วิดีโอเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น

วิดีโอมีหน้าที่เพื่อลดหน้าที่การอธิบายซ้ำ ๆ ของครู เพื่อให้ดูแลนักเรียนได้เต็มที่ขึ้นตอนอธิบายหรือทำโจทย์

นักเรียนส่วนมากหลังจากที่ได้ลองเรียนตามโครงการ Flip Clas ของ FISHSIX แล้วก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเรียนแล้วเข้าใจขึ้น เพราะการเรียนที่สามารถย้อนกลับไปฟังช่วงที่ยังไม่เข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจมากขึ้น หากมีข้อสงสัยก็สามารถถามกับคุณครูที่เป็นตัวจริง ๆ ถามได้ให้อธิบายได้

รูปแบบของเราคือการให้นักเรียนนั่งดูวิดีโอผ่านคอมพิวเตอร์หรือ iPad สามารถทำโจทย์ไปด้วยก็ได้หลังจากนั้น ให้การพูดซ้ำ ๆ เป็นหน้าที่ของวิดีโอ (เพราะเด็กแต่ละคนใช้เวลาทำความเข้าใจไม่เหมือนกัน) และเมื่อเกิดข้อสงสัย เขาก็สามารถถามคุณครูที่ก็อยู่ในบริเวณนั้นได้ทันที หรือถ้าเป็นการทำโจทย์ร่วมกันก็จะเป็นหน้าที่ของคุณครูจริง ๆ

แนวคิด Flip Class นี้ นอกจากผลดีในด้านของนักเรียนแล้วในทางธุรกิจก็จะช่วยลดงานของคุณครูผู้สอน ทำให้เพิ่มความสามารถในการดูแลนักเรียนได้มากขึ้น สถาบันก็สามารถเติบโตได้ ต้นทุนต่อคอร์สลดลง สุดท้ายผลดีก็ตกอยู่ที่ตัวผู้เรียน

อย่างไรไม่ว่าแนวโน้มจะไปทางไหน แต่เด็กไทยก็เลิกเรียนพิเศษไม่ได้ หากแต่ว่าจะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับเขา และการเลือกวิธีที่ดีและเหมาะสมกับตัวเองนั้นจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดในสังคมและมีความสุขไปกับการเรียน แม้ระบบต่าง ๆ จะถูกมองว่ายังไม่ดีเทียบเท่าต่างประเทศ แต่สุดท้ายแล้วถ้าทุกคนสามารถผ่านมันไปได้อย่างมีความสุขผลที่เกิดก็คงจะเป็นกับตัวผู้เรียนเอง ไม่ใช่ผู้อื่นแต่อย่างใด