ค่าย โรคซึมเศร้า เด็กเหี้ย และการช่างแม่ง

บทความนี้มีคำหยาบแล้วเราก็ไม่สน เพราะเรากำลังบอกคุณว่าถ้าคุณทุกข์ที่เราเขียนบทความโดยมีคำหยาบนั้นแปลว่าเราไม่ได้เขียนให้คุณอ่าน และกรุณาปิดบทความนี้ไปอย่างเงียบ ๆ ซะ

เราก็ไม่รู้ว่าทำไมหลาย ๆ รวมถึงคนรอบตัวป่วยกับโรคนี้บ่อย ตัวเราด้วยเช่นกัน ในช่วงแรกสิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากคุยกับจิตแพทย์ก็อาจจะเหมือนกับที่ทุกคนที่เป็นโรคซึมเศร้าถูกบอกว่า MDD เป็นโรค ดังนั้นเราห้ามมันไม่ได้ อันที่จริง เหตุผลที่ทำให้คนเป็น MDD ก็มีหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ความผิดปกติด้านร่างกาย แต่พฤติกรรมหรือแนวคิดบางอย่าง ที่เรียกว่าเป็น Personality Trait ก็ทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน

Personality Trait มีหลายแบบ บางคนเป็น Narcissistic หรือคิดว่าตัวเองควรได้รับการดูแลและยอมรับเหนือคนอื่น พอไม่ได้รับสิ่งนั้นก็เป็นโรคซึมเศร้า เช่นเราเป็นต้นความ “เหี้ย” ของเราคือต้องการการยอมรับ นี่ถ้าคุณอ่านบล็อกนี้แล้วเอาไปคอมเม้นด่า เราก็จะเสียใจ ร้องไห้ บอกทำไมสังคมไม่ยอมรับเรา ทำไมไม่อวยเรา แล้วถ้าคุณคอมเม้นว่า โห บล็อกนี้ดีจัง บล็อกนี้เปลี่ยนชีวิต เราจะดีใจมาก แต่ นั่นคือสิ่งที่เราจะทำก่อนที่เราจะเจอกับศาสตร์แห่งการช่างแม่ง และการรับมือกับความเหี้ย

แต่ไม่ว่า MDD ของคุณจะเกิดขึ้นจากอะไร นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ สิ่งที่เราอยากจะบอกใน Blog นี้ก็คือการทำค่ายนั้นช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้ หลายคนอาจจะมองว่าที่เราพูดแบบนี้เพราะว่า การทำให้ค่ายทำให้ไม่ได้อยู่เฉย ๆ เป็นการทำกิจกรรม หรือเป็นการรับความอบอุ่น ความรู้สึกดี ๆ ซึ่งมันก็ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เหตุผลจริง ๆ ที่เราจะสื่อก็คือการทำค่ายนั้นเป็นการเจอกับสิ่งที่ไม่ปกติ (เหี้ย) จนกลายเป็นเรื่องปกติมากกว่า

ปกติแล้วการทำค่าย โดยเฉพาะค่ายมัธยม จะทำให้เราได้เจอกับคนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Introvert, Extrovert หรือแบ่งออกไปมากกว่านั้นแล้วแต่เทคนิคของแต่ละค่าย แน่นอนว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำค่าย ไม่ว่าจะเป็นจาก JWC, YWC หรือจาก Dream Catcher ของ Know-Are ก็ตาม สิ่งแรกก่อนที่เราจะเริ่มทำค่ายก็คือการทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของน้องค่าย การรีวิวน้องเป็นเรื่องสำคัญมาก มันทำให้เราสามารถเดาสถานการได้ว่าน้องคนนี้ จะมีการโต้ตอบกับสิ่งที่เราทำอย่างไร

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางครั้งเราจะเกิดความรู้สึกที่ว่า “นิสัยเหี้ยจัง” คำว่าเหี้ย อาจจะไม่ได้หมายความว่านิสัยเลวทราม แต่พฤติกรรมของเขาอาจจะอยู่เหนือสิ่งที่เราเคยพบเจอ ซึ่งด้วยการตัดสินแบบอัตวิสัยของเราก็จะทำให้เรามองว่า เออ Case นี้แม่งเหี้ย แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อก็คือคิดหาวิธีรับมือ และทำอะไรบางอย่างที่ทำให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ของค่าย อาจจะไม่ต้องถึงกับให้บรรลุวัตุประสงค์ก็ได้ถ้าเหี้ยจริง

การทำค่ายเป็นเหมือนการย่อสังคมขนาดใหญ่ให้มาอยู่ในคนไม่เกิน 100 คน แล้วหาวิธีรับมือกับมัน จัดการกับมันแบบไม่มีผิดไม่มีถูก ไม่ว่าเราจะเพิกเฉย หรือเข้าไปเผชิญกับความเหี้ยนั้น แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเลือกทำอะไร มันก็มาจากการตัดสินใจของเราอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

สิ่งที่นอกเหนือจากความเหี้ยคือความไม่สมบูรณ์แบบ แน่นอนว่าเราจะพบเจอกับความไม่สมบูรณ์แบบ ยิ่งเราได้เจอกับคนมากหน้าหลายตามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งมองว่าความไม่สมบูรณ์แบบมันเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเท่านั้น

บางครั้งต้นเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้าก็คือเราคาดหวังกับสิ่งที่มันไม่สามารถเป็นไปตามที่เราหวังได้ และก็จมอยู่ใน Loop ของความไม่สมบูรณ์แบบนั้น เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Subtle Arts of Not Given a Fuck ที่แปลเป็นไทยได้ประมาณว่าศิลปะแห่งการช่างแม่ง โดยการเกิด Loop นั้น อาจจะเริ่มต้นจากตัวเอง เช่น ฉันรู้สึกว่าฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ฉันนี่แย่ นี่คือความคิดแรก สิ่งที่จะตามมาก็คือ Loop หรือวงเวียนความคิดที่จะทำให้เราจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ฉันนี่แย่จริง ๆ ที่ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ กลายมาเป็น ฉันนี่ขี้แพ้จริง ๆ ที่ฉันสอบเข้ามหาลัยไม่ได้ กลายมาเป็น ฉันนี่ขี้แพ้จริง ๆ ด้วย ที่ฉันมานั่งเศร้าใจที่ฉันเป็นคนขี้แพ้ เป็นแบบนี้ดิ่งลงไปเรื่อย ๆ

เราค้นพบว่าแท้จริงแล้วการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุดคือความรู้เท่าทัน การมองหลาย ๆ อย่างในโลกให้เป็นภาววิสัย หรือมองในสิ่งที่มันเป็นอยู่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น การรับรู้แต่ไม่รู้สึก จะช่วยไม่ให้เราตกลงไปในวนเวียนนั้น บางทีเราก็รู้สึกนะว่าเราตกหลุม แต่หลุมที่เรามีมันไม่ได้ลึกเท่าเมื่อก่อนตอนที่เรายังมองมันไม่ออก

เรารู้ว่าเราเศร้าเราดิ่ง เพราะเราเป็นโรคซึมเศร้า อืม ก็เพราะเราเป็นโรคซึมเศร้าไง แค่นี้จบ แล้วมันจะกลายเป็นศิลปะของการเป็นโรคซึมเศร้าคือ เราสามารถควบคุมมันได้ (แปลกไหมหล่ะ) เชื่อไหม เราสามารถปล่อยตัวเองให้จมอยู่ในภาวะซึมเศร้า แล้วดึงตัวเองกลับขึ้นมาให้ปกติได้ ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่จมแล้วจมเลย

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงการรับรู้อัตวิสัยหรือสิ่งที่มันเป็น เราอาจจะต้องเจอกับอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความไม่สมบูรณ์แบบคือธรรมชาติ มนุษย์แรกเริ่มนั้นกลัวกลางคืน กลัวว่าเมื่อแสงอาทิตย์ดับลงในยามเย็นโลกนี้จะมืดมิดไปตลอดกาล แต่วันเวลาก็สอนให้มนุษย์ได้เรียนรู้ว่าสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้พระอาทิตย์ก็จะกลับมาใหม่ หรือการที่เรารู้ว่าใบไม้นั้นย่อมมีวันร่วงโรยหล่นจากต้น แต่สุดท้ายมันก็จะผลิมาใหม่ เราก็จะเลิกทุกข์ที่พระอาทิตย์ตกดิน หรือทุกข์เพราะใบไม้ร่วงจากต้น

หรืออย่างเรื่องใกล้ตัว ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่ชอบกินส้มตำใส่ปลาร้า เพราะคุณว่ามันเหม็น เวลาคุณเห็นส้มตำใส่ปลาร้าคุณก็จะไม่กิน แค่นั้นจบ ไม่ใช่มานั่งเสียใจว่า ทำไมส้มตำที่ฉันชอบต้องมาเหม็นกลิ่นปลาร้า เอ้า ไม่ชอบก็กินตำไทยไปสิ

เมื่อเรามองโลกได้แบบนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะมองตัวเราเองว่า เราเป็นของเราแบบนี้ เราเจออะไรแบบนี้ เรารู้สึกของเราแบบนี้ เราก็จะสามารถควบคุมตัวเองได้ แน่นอนว่าตามที่บอก เราต้องเจออะไรที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้นั่นทำให้เราย้อนกลับมาที่การทำค่าย

การเจอเด็กเหี้ยในค่าย และการเจอเด็กที่ดีโคตร ๆ ในค่าย หรือการเจอเด็กธรรมดา เด็กเขี่ยข้าว เด็กไม่คุยกับเพื่อน เด็กร้องไห้คิดถึงบ้าน (ใช่ นี่เราพูดถึงค่ายมัธยมนะ) จะทำให้เรามองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ สุดท้ายแล้วก็หาวิธีรับมือกับมันซะ มันไม่ตายหรอกที่จะต้องมาทะเลาะกับเด็กลามปามเล่นหัว แล้วก็ไม่ตายหรอกที่จะต้องมาเจอกับเด็กเก่งมาก ๆ สิ่งนี้จะทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แล้วเราจะคาดหวังกับตัวเองทำไมมากมาย ยอมรับมัน และทำสิ่งที่เราทำได้” สุดท้ายแล้วแนวคิดนี้ก็ทำให้เราก้าวข้ามอาการดิ่งของโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด

เอาจริง ๆ ก็ไม่เกี่ยวกับหัวข้อแต่เราพบว่าเราดูออกนะว่าใครเป็น MDD (แล้วดีขึ้น) ไม่ใช่เพราะมันเหี้ย แต่มันเข้าใจคนอื่น เข้าใจแบบ Empathy เราเคยเจอเคสหนักสุดถึงขั้นกินยาฆ่าตัวตายไป 2 รอบ แต่ไม่ตาย แล้วมาค่าย ซึ่งบอกเลยว่าไม่เท่า @Jabont ที่เคยเจอเคสหนักกว่านี้ถึงขั้นจะฆ่าเพื่อน (หนูลูก)\

ทีนี้มันจะมีคำถามว่า เอ้า แล้วเพื่อนในโรงเรียน เพื่อนในการทำงาน สามารถทำให้เราเกิดการ Empathy ได้ไหม สำหรับเรา เรามองว่าก็ได้นะ แต่มันจะไม่ทั้งหมด ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์และแนวคิดของค่ายก่อน ค่ายนั้นเปรียบเสมือนสังคมเสมือนที่เอาคนที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ร่วมมาเจอกัน (ไม่นับว่า มาหาความรู้ หาเพื่อน หาคอนเทกชั่นนะ) แต่มันจะมี Machanism อะไรบางอย่างทีสุดท้ายแล้ว ค่ายทำให้เกิดการรวมกลุ่มของเด็กร้อยพ่อพันแม่ มากกว่าโรงเรียน อย่าลืมว่าระยะเวลาก็สำคัญ ถ้าเราเอาคนมาอยู่ด้วยกัน 1 ชั่วโมง 1 วัน 3 วัน 1 ปี หรือ 10 ปี Perception หลายอย่สงมันจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ความเป็นค่าย ก็น่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่มันทำให้เกิดการกระจายตัวของสันดานบางอย่างออกมาในเวลาอันมีนัยสำคัญที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความร้อยพ่อพันแม่มากกว่าในโรงเรียนที่อยู่กันเป็นปี หรือการคุยกับแท็กซี่กวนตีน 2 0 นาทีก็ได้

ในทางพุทธศาสนาเราจะได้ยินคำว่า “วางอุเบกขา” เวลามีคนถามเราว่าอุเบกขาคืออะไร เราบอกเลยว่าอุเบกขาแปลว่า “ช่างแม่ง” จะพบว่าหลาย Culture ให้ความสำคัญกับการช่างแม่งเป็นอย่างมาก รวมถึงการรับรู้ถึงความเหี้ยในตัวเองด้วย

อย่าคิดว่าการที่เราเป็นพี่ค่ายหมายความว่าเราจะต้องทราบซึ้งกับทุกอย่าง แล้วดูแลน้องอย่างดีนะ ไม่ เราไม่รู้หรอกว่าค่ายอื่นเป็นยังไง แต่สิ่งที่เราทำที่ JWC และค่ายของ Know-Are คือ เราไม่ได้แคร์น้องขนาดนั้น หลายครั้งที่เรามานั่งคุยกันว่า “เราจะจัดการกับไอ้เหี้ยนี่ยังไงดี” จะช่างแม่ง จะสอน หรือจะอะไร

Carl Jung เคยกล่าวไว้ว่า “Knowing your own darkness is the best method for dealing with the darknesses of other people.” ก่อนที่จะไปจัดการกับด้านมืดของคนอื่น ให้รู้ด้านมืดของตัวเองซะก่อน

และนี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าเป็นยังไง ก็คงมาเขียนบทความนี้ไม่ได้ เอาเป็นว่า ขอไม่เป็นกำลังใจให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้าละกัน ขอให้ช่างแม่งกับโรคซึมเศร้า แล้วเผชิญกับความเหี้ยในสังคมไปด้วยกัน อย่าลืมมาทำค่ายกันเยอะ ๆ เจอคนมากหน้าหลายตา หลากหลายนิสัย แต่ห้ามเอาตัวเองไปรู้สึก จงมีความ Empathy ไม่ใช่ Sympathy จงยอมรับในความเหี้ยของคุณและผู้อื่น แล้วชีวิตจะมีสุข

รวมสิ่งที่น่าสนใจ

The MATTER ทฤษฏีแห่งความเหี้ย https://thematter.co/thinkers/asshole2/36002

Mark Manson The Subtle Arts of Not Giving a Fuck - https://markmanson.net/not-giving-a-fuck

Live Science - Personality Traits & Personality Types https://www.livescience.com/41313-personality-traits.html

A Link Between Empathy and Depression - https://www.psychologytoday.com/us/blog/promoting-empathy-your-teen/201003/link-between-empathy-and-depression